เห็นรูปนี้แล้ว ตอนแรกนึกว่ากล่องอะไร ที่แท้ก็โลงศพนี่เอง เค้าเอาโลงศพ ที่มีศพอยู่ มาแขวนไว้ที่หน้าผา ไม่รู้เอามาแขวนได้ยังไง ไม่ได้มีโลงเดียวด้วยนะ มีหลายโลง ดูรูปเพิ่มในอัลบั้มนะ
พระราชวังชางด๊อกกุง หรือ พระราชวังชางด๊อก หนึ่งในห้าพระราชวังที่สำคัญที่สุดในเกาหลี สร้างขึ้นในรัชสมัยของพระเจ้าแทจงแห่งราชวงศ์โชซอน เมื่อปี พ.ศ. 1948 (ค.ศ. 1405) แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 1955 (ค.ศ. 1412) ด้วยเหตุที่พระราชวังแห่งนี้ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกของพระราชวังเคียงบก (Kyeongbok Palace) ผู้คนจึงเรียกพระราชวังแห่งนี้ว่าพระราชวังตะวันออก (East Palace)
ต่อมาในรัชกาลพระเจ้าซอนโจ กษัตริย์องค์ที่ 14 ของราชวงศ์ยังได้โปรดให้ขยายสนามหญ้าของพระราชวังเป็น 500,000 ตารางเมตร
ในปี พ.ศ. 2135 (ค.ศ. 1592) ขุนศึกญี่ปุ่น โทะโยะโตะมิ ฮิเดะโยะชิได้เข้ารุกรานเกาหลี กินเวลายาวนานถึง 7 ปี พร้อมกับเผาทำลายพระราชวัง ซึ่งในปีนี้เองเป็นปีที่ฉลองครบรอบ 200 ปีแห่งการสถาปนาราชวงศ์
พระราชวังแห่งนี้ได้เป็นฉากหลังในซีรีส์เกาหลีเรื่องแดจังกึมจอมนางแห่งวังหลวง
นักวิทยาศาสตร์ ปลุกไวรัส ยุคล้านปีที่ฝังอยู่ใน จีโนม (Genome) ของมนุษย์
ในจีโนม ของมนุษย์ จะมี DNA ของไวรัสมากมาย ที่สั่งสมมาแต่ยุคโบราณ และสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แต่ไม่เป็นภัยต่อร่างกาย เขาเรียกกันว่า Human Endogenous Retroviruses (HERVs) และครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกที่ นักวิจัยเพิ่งประสบความสำเร็จในการนำ DNA นี้มาทำเป็นไวรัสที่สมบูรณ์
ไวรัสที่ได้ตัวนี้ ไม่สามารถทำให้มนุษย์ติดโรคได้ง่ายๆ เพราะมนุษย์ปัจจุบัน ได้มีพัฒนาการ เพื่อต่อต้านการติดต่อไวรัสโบราณแบบนี้แล้ว
อย่างไรก็ดี มีเสียงอื้ออึงว่า ควรมีการพิเคราะห์ให้ละเอียด ถึงผลกระทบ และความปลอดภัย ระดับนานาชาติมากกว่านี้ ก่อนจะทำการทดลองดังกล่าว ซึ่งได้รับอนุมัติจากรัฐบาลฝรั่งเศส
เต่าบินจมูกหมู ได้ยินชื่อแบบนี้ คิดไว้ก่อนเลยว่า มันอาจจะบินได้ และหน้าเหมือนหมู
เต่าบินหรือเต่าจมูกหมู มีชื่อสามัญว่า FLY RIVER TURTLE, PIG NOSE TURTLE มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ เกาะปาปัวนิวกินี ของ ประเทศปาปัวนิวกินีและประเทศออสเตรเลีย ในแถบตอนเหนือของประเทศ
รูปลักษณะของเต่าบิน เป็นที่แปลกตาแปลกใจให้แก่ผู้พบเห็นเป็นอย่างมาก แม้กระดองของเต่าบินจะแข็ง คล้ายเต่าทั่วๆไป แต่กลับ มีแผ่นหนังสีดำหุ้มตลอดกระดอง ทำให้ดูลักษณะคล้ายกับ ตะพาบ ซึ่งดูแล้วกระดองไม่แข็งแรง แต่ตรงข้ามมันแข็งแรงแบบอ่อนนอกแข็งใน
นอกจากนี้ ส่วนขาหน้าของเต่าบิน ยังเปลี่ยนรูปเป็นแผ่นครีบคล้ายปีกนก เวลาว่ายน้ำ จึงดูคล้ายว่า กำลังบินเหินเหมือนนกอยู่บนฟากฟ้า จึงเป็นที่มาของชื่อ เต่าบิน
ส่วนที่มีอีกชื่อหนึ่งว่า เต่าจมูกหมู เพราะจมูกของมันยังป้าน และบานออกมาเป็นหลอดคู่คล้ายจมูกหมู จึงขออนุญาตเรียกรวมกันไปเลยว่า เจ้าเต่าบินจมูกหมู
เมื่อโตเต็มที่มีขนาดกระดองยาวกว่า 50 เซนติเมตร ความกว้างประมาณ 28 เซนติเมตร ความสูงของกระดองประมาณ 15-16 เซนติเมตร อุปนิสัยของมันเมื่อโตขึ้น มันจะชอบแสดงอาการก้าวร้าวกับพวกเดียวกัน ก็อย่านำมันเลี้ยงรวมกันปริมาณมากๆ จะเกิดอันตรายเมื่อมันกัดกันตายคาบ่อ
เห็นรูปร่างหน้าตามันแล้ว ประหลาดดี :)
เห็นรูปนี้แล้ว สงสารเจ้านกเพนกวินจัง โดนจับเป็นอาหารซะแล้ว
หมวด:
การศึกษา,
ความรู้ทั่วไป,
ต่างประเทศ,
ธรรมชาติ,
ภัยธรรมชาติ,
รูป,
รูปสัตว์,
รูปเสียว,
รูปแปลก,
สัตว์,
อัลบั้มรูป,
อาหารการกิน
วันนี้ (6 ตุลาคม 2549) เป็นวันไหว้พระจันทร์ ตำนานปรากฏครั้งแรกในยุคต้นของสมัยจั้นกว๋อ ( ยุคสงคราม 475 – 221 ก่อนคริสต์ศักราช ) เป็นเรื่องราวของฉางเอ๋อ สาวงามผู้กินยาอายุวัฒนะของเจ้าแม่ซีหวังหมู่ แล้วกลายเป็นเทพธิดาอมตะแห่งดวงจันทร์
ส่วนที่มาของพิธีเซ่นไหว้พระจันทร์นั้น ตามบันทึกโบราณ โจวหลี่ ระบุว่า จีนเริ่มเซ่นไหว้พระจันทร์เมื่อสมัยราชวงศ์ถัง ซึ่งที่มาของพิธีในเทศกาลนี้ มีส่วนเกี่ยวเนื่องกับตำนานความฝันของกษัตริย์ถังหมิงหวง เสด็จประพาสพระราชวังบนดวงจันทร์ เรื่องเล่ามีอยู่ว่า ในกลางดึกของคืนเดือนเพ็ญ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 8 กษัตริย์ถังหมิงหวงบรรทมหลับไปแล้วทรงพระสุบินว่า พระองค์ลอยขึ้นไป เที่ยวชมพระราชวังบนดวงจันทร์ และได้พบเทพธิดาบนดวงจันทร์กำลังร่ายรำอยู่อย่างงดงาม ในฝันนั้น พระองค์ทรงเพลิดเพลินและเกษมสำราญเป็นอย่างยิ่ง กระทั่งเมื่อตื่นพระบรรทมและทรงโปรด ให้ฝันนั้นเป็นความจริง จึงมีรับสั่งให้นางสนมแต่งตัวและร่ายรำ เลียนแบบเทพธิดาในฝัน
ตั้งแต่นั้นมาทุกวันขึ้น 15 ค่ำเดือน 8 พระองค์ก็รับสั่งให้จัดเครื่องเซ่นไหว้พระจันทร์ และทอดพระเนตรความงามของพระจันทร์ ไปพร้อมกับการร่ายรำของนางสนม
ประเพณีปฏิบัติเช่นนี้ ภายหลังได้แพร่หลายไปทั่วประเทศ และเป็นเทศกาลที่มีความสำคัญเทียบเท่ากับ เทศกาลตรุษจีน และเทศกาลไหว้ขนมจ้าง (ขนมบ๊ะจ่าง)
อยากกินขนมไหว้พระจันทร์ จัง :)
เบชบาร์แม็ค หรือหัวแกะต้ม ที่พนักงานกำลังเสิร์ฟจานนี้ ไม่เพียงเป็นอาหารขึ้นชื่อของภัตตาคาร แต่ยังถือได้ว่าเป็น อาหารประจำชาติของชาวคาซัค ในประวัติศาสตร์ชาวคาซัค เป็นกลุ่มชนที่มักจะเดินทางรอนแรมไปในที่ต่าง ๆ ซึ่งธรรมเนียมการปรุงอาหาร ในแต่ละภาคก็จะแสดงออกมาแตกต่างกันไป ซึ่งในพื้นที่ภาคกลางคือที่เมืองอัลมาร์ตี้ นครหลวงแห่งนี้ อาหารประจำภาคก็คือเนื้อสัตว์นั่นเอง
เบชบาร์แม็ค มีความหมายว่า "ห้านิ้ว" นั่นหมายถึงต้องรับประทานด้วยการใช้นิ้วมือทั้งห้านิ้ว ในการฉีกแกะเพื่อรับประทาน ในแถบชนบทมักจะเสิร์ฟ ในห้องกระโจมเป็นการดึงดูดลูกค้า ให้ได้ลิ้มรสบรรยากาศแบบดั้งเดิมแท้ และอาหารจานหรูจานนี้ ก็ยังเป็นอาหารที่มักจะนำขึ้นโต๊ะ เนื่องในโอกาสพิเศษอีกด้วย.
เห็นแล้วกินไม่ลงเลยแฮะ มาเป็นหัวๆเลย :(
ทุกๆปี ในคืนวันออกพรรษา หรือวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11(ปีนี้ตรงกับวันที่ 7 ต.ค.2549) ณ ลำน้ำโขง รอยต่อจังหวัดหนองคายกับเมืองเวียงจันทน์ โดยเฉพาะที่ อ.โพนพิสัย จะเกิดปรากฏการณ์อันน่าพิศวงที่คนรู้จักกันดีในนาม “บั้งไฟพญานาค” ซึ่งมีลักษณะเป็นลูกไฟประหลาด ลักษณะเหมือนไข่ไก่สีแดงส้ม พวยพุ่งขึ้นมาจากใต้ลำน้ำโขง แล้วดับหายไปในอากาศ แบบไร้เสียงไร้ควัน ไร้กลิ่น ในระยะเวลาสั้นๆเพียง 5-10 วินาที ตั้งแต่ช่วงหัวค่ำไปจนถึงกลางดึก ที่ดูแล้วน่าอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง
ถึงแม่ว่าปรากฏการณ์น ี้ยังไม่มีผลสรุปออกมาว่าเกิดจากอะไร "คน พญานาค หรือปรากฎการณ์ธรรมชาติ" แต่เป็นปรากฎการณ์ที่หลายคนรอคอย ยังไม่เคยไม่เห็นกับตาตัวเอง อยากไปเห็นสักครั้งเหมือนกัน :)